‘วิกฤติพลังงาน’ พลิกเกมเหล็กไทย เร่งปั้น ‘ซัพพลายเชน-ลดพึ่งนำเข้า’

17 เมษายน 2569
‘วิกฤติพลังงาน’ พลิกเกมเหล็กไทย เร่งปั้น ‘ซัพพลายเชน-ลดพึ่งนำเข้า’
  • วิกฤตพลังงานส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตเหล็ก ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และค่าไฟฟ้า ทำให้ราคาเหล็กบางประเภทต้องปรับขึ้น 10-15% และยังมีความเสี่ยงด้านราคาและระยะเวลาขนส่ง
  • สถานการณ์นี้สะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเหล็กไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง โดยนำเข้าถึง 12 ล้านตัน จากความต้องการใช้ทั้งหมด 18.5 ล้านตัน และยังไม่มีอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ
  • มีความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชนในประเทศ โดยเฉพาะการบริหารจัดการวัตถุดิบเศษเหล็ก ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญ โดยเสนอให้สงวนไว้ใช้ในประเทศและส่งเสริมการรีไซเคิล
  • ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า เนื่องจากปัจจุบันยังใช้กำลังการผลิตในระดับต่ำ และเสนอให้พัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำในระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพา
  • วิกฤตพลังงานถูกมองเป็นโอกาสในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเหล็กสีเขียว (Green Steel) โดยใช้ประโยชน์จากการผลิตด้วยเศษเหล็กควบคู่กับการพัฒนาพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

สงครามในตะวันออกกลางกำลังกดดันต้นทุนอุตสาหกรรมเหล็กไทยอย่างมีนัยสำคัญ หลังราคาพลังงาน-ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และค่าไฟฟ้า-พุ่งต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเหล็กบางประเภทในช่วงเดือนเม.ย.นี้ราว 10-15% 

ขณะที่ภาคเอกชนยืนยัน “ซัพพลายยังไม่สะดุด” แม้มีความเสี่ยงด้านระยะเวลาขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลก 

ทั้งนี้ ผลกระทบสถานการณ์ดังกล่าวในมุมมองของ นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ชัดว่า “สงครามกดดันต้นทุนเหล็กไทย แต่ความเสี่ยงการขาดแคลนไม่สูง”

นายบัณฑูรย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ต้นทุนพลังงาน เป็นต้นทุนหลักของอุตสาหกรรมเหล็กรองจากวัตถุดิบ ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ค่าขนส่งต่างๆ ซึ่งปรับขึ้นแล้วและยังมีค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้น ทำให้สินค้าเหล็กบางประเภทถูกแรงกดดันให้ต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% ในเดือนเม.ย.นี้ ส่วนการปรับราคาในระยะต่อไปก็จะขึ้นอยู่กับระดับราคาวัตถุดิบ พลังงานและค่าขนส่ง

ทั้งนี้ ในปี 2568 ประเทศไทยมีการบริโภคเหล็กประมาณ 18.5 ล้านตัน โดยเป็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กประมาณ 12 ล้านตัน ผลิตภายในประเทศประมาณ 8 ล้านตัน และส่งออกประมาณ 1.5 ล้านตัน

สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตในประเทศจำนวนประมาณ 8 ล้านตันนั้น เป็นเหล็กดิบ (crude steel) ที่ผลิตเองในประเทศประมาณ 6 ล้านตัน ซึ่งทั้งหมดผลิตจากการหลอมเศษเหล็ก โดยมีเศษเหล็กในประเทศประมาณ 4 ล้านตัน และนำเข้าเศษเหล็กราว 2 ล้านตัน โดยในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าเหล็กขั้นกลาง เช่น slab และ billet รวมประมาณ 2.7 ล้านตันมารีดต่อในโรงรีดร้อนที่ไม่มีการหลอมเหล็กเอง

เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลักของทั้งกระบวนการผลิตเหล็กและการขนส่ง จึงส่งผ่านไปยังวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ทุกประเภทโดยตรง และจะยังมีแนวโน้มผันผวนต่อไปตราบใดที่สถานการณ์สงครามยังไม่คลี่คลาย

“เชื่อว่าสามารถจัดการซัพพลายได้ โอกาสขาดแคลนยังอยู่ในระดับต่ำ แต่มีความเสี่ยงด้านระยะเวลาส่งมอบ”

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าประเทศไทยนำเข้าเหล็กขั้นกลาง เช่น slab และ billet จากตะวันออกกลางอยู่บ้าง แต่ด้วยสัดส่วนไม่สูงมาก จึงจะสามารถปรับตัว โดยหันไปนำเข้าจากแหล่งอื่น เช่น อาเซียน จีน หรือ อินเดีย ซึ่งโดยรวมที่มี capacity และ supply ส่วนเกินในภาพรวมรองรับได้อยู่ 

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวหา supplier รายใหม่ ประกอบกับสถานการณ์การขนส่งทางเรือที่ยังตึงตัวและระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบสินค้าในบางช่วงเวลาได้

ดังนั้นในภาพรวม โอกาสที่จะเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าเหล็กจึงยังอยู่ในระดับต่ำโดยอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของสินค้าเหล็ก แต่ความเสี่ยงด้านราคาและระยะเวลาส่งมอบยังต้องติดตามดูต่อไป

“สะท้อนความจำเป็นในการเสริมความมั่นคงของซัพพลายเชนในประเทศ”

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ และยังคงพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง โดยสามารถผลิตเหล็กดิบทั้งหมดจากเศษเหล็กได้ประมาณ 6 ล้านตัน หรือเพียงราวหนึ่งในสามของความต้องการทั้งหมดเท่านั้น ขณะเดียวกันอัตราการใช้กำลังการผลิตภายในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ยังมีศักยภาพในการผลิตเพิ่มในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้าได้อีก 

ทั้งนี้ คอขวดที่สำคัญคือวัตถุดิบเศษเหล็ก เช่นในปี 2568

  • ประเทศไทยต้องนำเข้าเศษเหล็กประมาณ 2 ล้านตัน แต่ยังมีการ
  • ส่งออกเศษเหล็กที่ใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 2.2 แสนตัน

ดังนั้น หากมีการพิจารณามาตรการบริหารจัดการหรือสงวนเศษเหล็กอย่างเหมาะสม เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศเช่นเดียวที่กับหลายประเทศได้ดำเนินการแล้ว รวมถึงการส่งเสริมการนำเศษเหล็กจากซากรถยนต์ที่หมดอายุ หรือการรื้อถอนโครงสร้างเหล็กที่หมดอายุกลับมาใช้ใหม่ ก็จะช่วยเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบของอุตสาหกรรมเหล็กไทยได้อีกส่วนหนึ่ง 

นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า ไทยควรใช้วิกฤติเป็นโอกาสต่อยอดสู่เศรษฐกิจสีเขียว ด้วยอุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องของประเทศ ในหลายประเทศถือว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ การส่งเสริมการใช้เหล็กในประเทศจะช่วยเสริมความเข้มแข็งของซัพพลายเชนในประเทศ และยังช่วยสนับสนุนระบบเศรษฐกิจโดยรวม

และด้วยเหตุที่เศษเหล็กเป็นทรัพยากรผลิตเหล็กที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ หากสามารถจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่เหมาะสมให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทยได้เพียงพอก็จะช่วยเร่งการปรับตัวสู่การผลิต green steel ได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น การส่งเสริมการผลิตเหล็กจากเศษเหล็กควบคู่กับการพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาด และการส่งเสริมให้มีการผลิตวัตถุดิบต้นน้ำเช่น DRI ขึ้นในประเทศจึงเป็นแนวทางที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะยาว

วิกฤติครั้งนี้กำลังสะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเหล็กไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง พร้อมตอกย้ำความจำเป็นในการเร่งสร้างความมั่นคงซัพพลายเชนภายในประเทศ ตั้งแต่การบริหารจัดการเศษเหล็ก การเพิ่มกำลังการผลิต ไปจนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำ

ขณะเดียวกัน วิกฤติพลังงานและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมอาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเหล็กสีเขียว (Green Steel) ผ่านการใช้พลังงานสะอาดและการรีไซเคิลทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในเวทีโลกในระยะยาว


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.